“ชาตินี้ที่รัก…เราคงโค้ชกันไม่ได้”

Posted: September 23, 2012 in Coaching Foundation

web+work+decline+saying+no+refuse+thumbs+downขอขึ้นต้นหัวข้อ “บทความ” นี้ด้วย “บทเพลง” ลูกทุ่งคลาสิคหวานๆ เศร้าๆ ต้นฉบับของ เรียม ดาราน้อย ตามด้วยคำถามต่อไปนี้ครับ

เราสามารถโค้ชทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้นใช่หรือไม่?  อะไรคือปัจจัยสำเร็จที่ทำให้เกิดการโค้ชงาน? มีกรณีใดที่เราไม่สามารถโค้ชคนใดคนหนึ่งได้หรือไม่? ถ้ามีสาเหตุมาจากอะไร?

คำถามข้างต้นเป็นสิ่งที่โค้ชหลายๆ คนสงสัยกันมานักต่อนัก  โค้ชบางคนตอนแรกๆ ก็คิดเชิงบวกและมีความตั้งใจอย่างสูงที่จะโค้ชคนรอบตัวเพื่อลองวิทยายุทธ์ เพราะได้ยินมาว่าการโค้ชงานทำได้ 360 องศาเลยทีเดียว แถมโค้ชตัวเอง (self-coaching) ก็ยังได้ ถ้าคิดเช่นนี้เราก็ควรโค้ชทุกคนได้โดยไม่มีข้อยกเว้น เรียกว่าเมื่อโค้ชตั้งใจจะโค้ช ผู้รับการโค้ชก็น่าจะไม่มีข้อขัดแย้งอะไร

ส่วนโค้ชบางคนเมื่อลองโค้ชไปโค้ชมา ลองผิดลองถูกแล้วยังไม่ได้ผล เพราะพยายามโค้ชแทบตายบางทีก็ไม่ได้เรื่อง และพอเกิดแบบนี้ขึ้นมาบ่อยๆ โค้ชเองก็อาจขาดกำลังใจและใช้เป็นข้ออ้างที่จะ “ไม่พยายาม” โค้ชคนบางคนเอาซะเลย เพราะถือว่า “โค้ชไม่ขึ้น” (คล้ายๆ กับขุนไม่ขึ้น) สุดท้ายก็กลับมาใช้วิธีการสั่ง บอก แนะนำอย่างเดิมดีกว่า ง่ายดี

จากมุมมองทางวิชาการของผม เรากำลังพูดถึงเรื่อง “ความสามารถในการโค้ชงาน” กันครับว่าผู้รับการโค้ชนั้น “coachable” หรือไม่ แค่ไหน  โดยให้พิจารณาว่าคนที่สามารถ “รับหรือยอมรับ” การโค้ชได้ (coachable people) นั้นมีลักษณะอุปนิสัยเด่นๆ ดังนี้

  • ความถ่อมตน (humility) หมายถึง การยอมรับและยึดถือ “หลักการ” เป็นสำคัญ โดยไม่ได้ยึดถือ “ตัวเอง” เป็นที่ตั้ง ผู้ที่มีความถ่อมตนจะยอมรับว่ามีบางสิ่งที่เขาต้องทำ แต่ไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง ความถ่อมตนสอนให้เรารู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงมุมมองและพฤติกรรมของตนเอง เราไม่สามารถมีความถ่อมตนจากแค่การเรียนรู้หลักการในชั้นเรียน แต่ต้องมีได้จากหัวใจที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลง เห็นได้ว่าคนที่มีความถ่อมตนจะละซึ่งอัตตาของตัวเอง ผู้รับการโค้ชที่ไม่มีความถ่อมตนก็ย่อมไม่ต้องการเรียนรู้จากผู้อื่น (ซึ่งในที่นี้ก็คือโค้ช) เพราะคิดว่าไม่มีสิ่งใดที่ต้องเรียนรู้และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง
  • แนวโน้มในการลงมือกระทำ (action bias) เป็นคุณสมบัติของคนที่ชอบลงมือทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ประเภท Just do it โดยพวกเขาจะมีเชาว์ปัญญาด้านการแข่งขัน (competitive intelligence) และเกิดแรงจูงใจจากผลลัพธ์ของการกระทำต่างๆ คนพวกนี้จะมีความขวนขวาย ความคิดริเริ่ม และ ความมุ่งมั่นในการทำสิ่งต่างๆ มากกว่าคนที่ไม่ชอบลงมือกระทำซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คนกลุ่มหลังนี้เป็นคนที่ไม่เกิดแรงจูงใจจากการลงมือทำสิ่งต่างๆ หรือแม้กระทั่งมีการต่อต้านการต้องลงมือกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยซ้ำไป ตามเช่น George Bernard Shaw ได้กล่าวไว้ว่า “คนมีเหตุมีผลปรับตัวเองกับเข้าโลก ส่วนคนไม่มีเหตุมีผลยืนกรานที่จะปรับโลกเข้ากับตัวเอง” (The reasonable man adapts himself to the world; the unreasonable man persists in trying to adapt the world to himself) ถ้าอ่านอัตชีวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสูงจะพบว่าคนเหล่านั้นมี action bias ที่เข้มแข็งมากกว่าคนที่มีในระดับต่ำหรือปานกลาง (คงเคยได้ยินที่ว่าทุกคนสามารถฝันต่างๆ นานาได้แต่ผู้ที่ทำฝันให้กลายเป็นจริงมีแค่นิดเดียว ก็คือคนพวกนี้หละครับ) เมื่อกลับมาเรื่องการโค้ชงานจะเห็นได้ว่าผู้รับการโค้ชที่ไม่ใช่คนประเภท action bias ก็จะไม่ค่อยสนใจที่จะรับการโค้ชตามธรรมชาติของพวกเขา
  • ความชัดเจนของวิสัยทัศน์ (clarity of vision) เป้าหมายหรือจุดประสงค์ของผู้รับการโค้ชต้องมีอยู่ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในใจ อยู่ในความคิดบ้าง แม้ว่าออกจะมัวๆ ลึกๆ ยุ่งเหยิงอยู่สักหน่อย ถ้าผู้รับการโค้ชไม่มีวิสัยทัศน์หรือความต้องการที่จะได้รับอะไรเลย การโค้ชงานก็อาจไม่เกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะไม่มีการเสนอ-การสนองของทั้งสองฝ่าย ผู้รับการโค้ชงานที่ต้องการอยากได้สิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเพียงเชื่อว่าจะได้บางสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับเขาจากการโค้ชงานจะเกิด “แรงจูงใจ” ส่งผลให้สามารถเรียบเรียงความคิด อารีอารอบ ไม่ขัดขืน ไม่ต่อต้านในกระบวนการโค้ชงาน ซึ่งต่างกันกับการที่เขาเกิด “ความกลัว” ซึ่งเห็นได้จากพฤติกรรมที่เขาไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ กังวล เครียด อึดอัด โต้แย้ง ไม่ยอมรับ ฯลฯ  เวลาโค้ชงานถึงแม้จะเป็นช่วงสั้นๆ 10-15 นาที ผมจะถามผู้รับการโค้ชเสมอว่าต้องการอะไรจากการพูดคุยหรือการโค้ชงานครั้งนี้ และถ้าโยงเข้าไปถึงเรื่องสมองกับการโค้ชงาน สมองส่วนที่ใช้คิด (prefrontal cortex) ของเรามีความจุจำกัดมาก สมองต้องการความชัดเจนเพื่อคิดให้แจ้งชัด การที่โค้ชใช้คำถามแต่ละครั้งต้องเป็นการกระตุ้นอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เขาคิดเห็นทางออก (solution) ในอนาคต และเพื่อไกลจากปัญหา (problem) ในอดีต
  • ความตั้งใจที่จะยอมอยู่ใต้การดูแลควบคุม (willingness to surrender control)  การโค้ชงานนับว่าเป็นการร่วมมือกันของทั้งสองฝ่ายคือโค้ชและผู้รับการโค้ชที่ต้องการไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกัน ตลอดทางเดินของการโค้ชงานทั้งสองฝ่ายจะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับตามแต่สถานการณ์ ถ้าผู้รับการโค้ชไม่มีความตั้งใจในตอนแรกที่จะต้องทำตามสิ่งต่างๆ ที่โค้ชขอให้ทำในกระบวนการโค้ชงานตั้งแต่แรกแล้ว เช่น ไม่อยากจะเล่าประเด็นความท้าทายของตนให้ฟัง ไม่ต้องการตอบคำถาม ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง ไม่อยากได้รับผลการเปลี่ยนแปลงใดๆ การโค้ชงานก็ย่อมไม่เกิดขึ้น เรียกได้ว่าถ้าผู้รับการโค้ชไม่ยอมอยู่ใต้การดูแลควบคุมของโค้ช (เพื่อใช้กระบวนการโค้ชงานกับตน) ผลใดๆ จากการโค้ชงานก็ย่อมไม่เกิดขึ้น ทั้งนั้นทั้งนี้เป็นไปตามหลักการที่ว่าไม่มีใครบังคับใครได้ในการโค้ชงาน
  •  ศรัทธา (faith) คือความเชื่อของผู้รับการโค้ชที่มีต่อตัวโค้ช กระบวนการโค้ชงาน และ ผลของการโค้ชที่จะมาถึงไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่อย่างไร ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ “ความคิด” ทั้งสิ้น ถ้าปราศจากศรัทธาแล้วผู้รับการโค้ชจะไม่เชื่อว่าการโค้ชงานมีพลัง คล้ายๆ กับตัวอย่างของ การดูหมอ การสะกดจิต หรือ แม้กระทั่งการนับถือศาสนา ที่จะไม่เกิดขึ้นหรือประสบความสำเร็จเพราะการปิดตนเองของผู้ใดผู้หนึ่ง โค้ชในที่นี้ควรมีบทบาทเป็นผู้นำที่ต้องสร้างความเชื่อ 4 ประการ ได้แก่ เชื่อมั่น เชื่อมือ เชื่อถือ เชื่อใจ อันจะนำสู่ผลคือ “ศรัทธา”

ความสามารถในการโค้ชงานจะเกิดขึ้นมากน้อยหรือไม่เกิดขึ้นเลยแต่อย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของปัจจัยต่างๆ ข้างต้น การโค้ชงานเชิงพุทธกล่าวว่าถ้าโค้ชกันไม่ได้ก็ต้องใช้หลักการ “ปล่อยวาง” คือปล่อยเขาไปก่อน เมื่อพร้อมจึงค่อยทำการโค้ชกัน ส่วนเทคนิคการบริหารการโค้ชงานของผมคือหาจุด win-win ระหว่างโค้ชและผู้รับการโค้ชให้ได้ อย่างน้อยคนสองคนน่าจะมีอะไรที่ลงตัวกันบ้างนะครับ  แต่ถ้าไปเจอคนที่ไม่ถ่อมตน ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง ไม่สนใจเป้าหมายในชีวิตของตนเอง ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้อื่น และ ขาดศรัทธากับโค้ชหรือกระบวนการโค้ชงาน ก็ฟันธงไปได้เลยครับว่าโค้ชกันชาตินี้ไม่ได้แน่

ทางปฏิบัติหลายๆ คนในองค์กรควรรู้บทบาทและมีประสบการณ์ “เป็นทั้งโค้ชและผู้รับการโค้ช” ซึ่งจะทำให้เข้าใจถึงหัวใจของการโค้ชงานครับ

ด้วยความปรารถนาดีจาก ดร. เทอดทูน ไทศรีวิชัย

President

International Coach Federation – Bangkok Chapter

http://www.icfthailand.org

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s