จะมัวอยู่กับ “ปัญหา” หรือ จะมุ่งมาที่ “ทางออก”

Posted: September 27, 2012 in Coaching Foundation

 ลองมาดูกรณีศึกษาทั้งสองต่อไปนี้ครับ

กรณีศึกษาที่ 1 – อเมริกาส่งนักบินไปในอวกาศเจอปัญหาปากกาเขียนไม่ออก นักวิทยาศาสตร์ระดมปัญญาเพื่อประดิษฐ์ปากกาที่สามารถเขียนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้ ต้องทุ่มเงินหลายร้อยล้านเหรียญและใช้เวลาไปเป็นสิบปีกว่าจะได้ปากกาที่ต้องการ แต่นักบินอวกาศรัสเซียประสบปัญหาเดียวกันใช้ดินสอเขียนแทนปากกา

กรณีศึกษาที่ 2 – โรงงานผลิตสบู่ในญี่ปุ่นประสบปัญหาเมื่อส่งสินค้าไปแล้วลูกค้าบ่นเรื่องบางกล่องไม่มีสบู่ เป็นกล่องเปล่าๆ ทางโรงงานติดตั้งเครื่อง X-Ray เพื่อตรวจสอบ ใช้เงินลงทุนไปหลายล้านเยน กล่องไหนไม่มีสบู่ก็ตรวจจับได้ แต่โรงงานเล็กๆ อีกโรงประสบปัญหาเดียวกันช่างคุมงานใช้พัดลมตัวใหญ่เป่าลมบนสายพานกล่องเปล่าก็ปลิวออกไป

จะเห็นได้ว่าแต่ละคนมีวิธีจัดการกับปัญหาใหญ่เล็กแตกต่างกัน กลุ่มหนึ่งจะมุ่งเน้นไปที่ปัญหาหรือหาต้นตอของสาเหตุว่าทำไมปัญหาจึงเกิดขึ้น พวกเขาจะใช้ การคิดแบบมุ่งเน้นปัญหา (problem focused thinking) ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งจะใช้การคิดหาความเป็นไปได้ที่จะนำมาซึ่งทางออกเพื่อจะแก้ปัญหานั้น พวกเขาจะใช้ การคิดแบบมุ่งเน้นทางออก (solution focused thinking)

การโค้ชงานในมุมมองของผมไม่ใช่วิธีการค้นหาต้นตอของปัญหา (the cause of a problem) แต่จะเป็นการหาทางออกที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ (the best possible solution)  การโค้ชงานควรเป็นเรื่องที่เรามองไปถึงจุดหมายปลายที่ที่ต้องการไปในอนาคตอย่างมีระบบ โดยมุ่งเน้นหาทางออกอยู่ตลอดเวลาการโค้ชงาน ไม่ใช่มุ่งเน้นการมองปัญหาจากอดีต

ที่จริงแล้วการมุ่งเน้นถึงปัญหาก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดร้ายแรงคอขาดบาดตายอะไรหรอกครับ โดยเฉพาะในความเป็นจริงคนเราทั่วๆ ไปก็ชอบขุดคุ้ยปัญหาต่างๆ กันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของตนเองหรือของผู้อื่น เพราะมันเป็น “สิ่งที่น่าสนใจ” แต่ถ้าเมื่อพูดถึงการโค้ชงาน เราควรที่จะอยู่กับ “สิ่งที่เป็นประโยชน์” จริงๆ ดังนั้นเมื่อโค้ชงานเราจึงมุ่งเน้นไปที่จุดมุ่งหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่จริงจังมากกว่าบทสนทนาทั่วๆ ไปเกี่ยวกับปัญหาที่แค่น่าสนใจ

การมุ่งเน้นไปที่ปัญหาจะนำเราไปสู่อดีต มันจะทำให้เราพยายามเปลี่ยนแปลงกับสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้ว เพราะมันเกิดขึ้นแล้วนั่นเอง จบลงแล้ว นอกจากนั้นการมุ่งเน้นไปที่ปัญหาจะนำไปสู่ การตำหนิติเตียน ข้ออ้าง หาคนผิดคนถูก ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดพลังด้านลบกับทั้งโค้ชและผู้รับการโค้ช และในที่สุดมักนำมาซึ่งประเภทของความกลัวที่เกิดขึ้นในจิตใจทั้งหลาย

ทางตรงข้ามถ้าโค้ชกับผู้รับการโค้ชมุ่งเน้นกับทางออกต่างๆ ทั้งสองฝ่ายจะสร้างสรรค์พลังงานเชิงบวกทางความคิดขึ้นทันที และทั้งคู่ก็สามารถร่วมกันเปิดโลกของความคิดใหม่ๆ และความเป็นไปได้ต่างๆ อย่างมากมาย

คราวนี้มาดูกันว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้โค้ชสามารถหลีกเลี่ยงการคิดแบบมุ่งเน้นถึงปัญหาได้บ้าง???

  • มีความรู้ในตนเอง (Self-knowledge) นับเป็นสิ่งสำคัญประการแรกที่โค้ชต้องแยกแยะให้ถูกว่าอะไรคือความคิดแบบมุ่งเน้นปัญหาและอะไรคือความคิดแบบมุ่งเน้นทางออก เพื่อจะไม่ตกหลุมพรางของปัญหาร่วมไปกับผู้รับการโค้ช
  •  ต่อสู้กับการใช้คำถามในเชิงปัญหา (Fight problem oriented questions) คำถามที่มุ่งเน้นไปที่สาเหตุของปัญหา เช่น คำถามที่ขึ้นต้นว่า “ทำไม” ทั้งหลายแหล่จะทำให้เราเสียเวลากับอดีต ความคิดด้านลบ ฯลฯ ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่าโค้ชมืออาชีพจะไม่ใช้คำว่าทำไมที่เป็นคำถามเชิงสอบสวนในการโค้ชงานเลย โค้ชควรใช้คำถามปลายเปิดที่นำด้วย ใคร อะไร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ โดยมุ่งเน้นไปยังความคิดของผู้รับการโค้ช และช่วยให้ผู้รับการโค้ชค่อยๆ ออกมาจากปัญหาโดยการให้เขามีการวางแผนและวิสัยทัศน์ที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายได้  ตัวอย่างของคำถามในเชิงปัญหา เช่น

– อะไรเป็นสาเหตุของปัญหานี้
– ทำไมคุณจึงไม่สามารถทำงานนี้ให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด
– อะไรเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้คุณบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
– ใครเป็นคนทำให้ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้น
– คุณไม่เข้าใจอะไรจึงทำให้คุณไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ ฯลฯ

  • ความชัดเจน (Clarity) โดยทั่วไปปัญหามักจะบังตาผู้ที่ตกอยู่ในวังวนของมัน ยิ่งเข้าไปแตะในรายละเอียด ปัญหาก็จะใหญ่ขึ้นและลึกลง โค้ชควรตั้งมั่นในความชัดเจนเพื่อมุ่งไปสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการ ไม่ต้องเสียเวลากับปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้
  • ถามตัวเองว่าสำคัญอย่างไรที่ต้องแก้ปัญหานี้ (Why it is important to solve this task?) ทักษะการใช้คำถามที่มีพลัง (powerful questioning) และการทำความกระจ่าง (clarifying) กับคำตอบของผู้รับการโค้ช จะทำให้เขาเห็นความสำคัญของผลที่ได้จากการแก้ปัญหา ไม่ใช่สาเหตุที่มาของปัญหา
  • คิดถึงทางออกเป็นสำคัญ (Think about the solution) นับเป็นขั้นสุดท้ายที่สำคัญยิ่งในการออกแบบและตั้งคำถามให้ผู้รับการโค้ชคิดเพื่อหาทางออก เช่น

– คุณต้องการได้รับอะไรไปจากการโค้ชงานนี้
– คุณมีเป้าหมายอะไรกับหัวข้อที่โค้ชกันอยู่
– คุณสามารถที่จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไรจากสิ่งนี้
– อะไรคือทางเลือกที่จะทำให้คุณบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
– คุณจะรู้สึกอย่างไรเมื่อสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ ฯลฯ

ในทางปฏิบัติหัวหน้างานที่เป็นโค้ชมือใหม่มักโต้แย้งจากความเคยชินว่าจะโค้ชกันได้อย่างไรถ้ามีปัญหาแล้วไม่พูดถึงปัญหา เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับการต้องแก้ปัญหาให้ผู้อื่น มากกว่าช่วยให้ผู้อื่นแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเขาเอง

คนเราเวลาประสบปัญหาส่วนมากมักคิดแต่จะแก้ปัญหา ทุ่มเทเวลาเพื่อแก้ปัญหานั้น ถ้าเราเปลี่ยนเป็นมองที่ทางออก ปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายดูจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยทีเดียว และที่สำคัญทุกปัญหาจะมีทางออก จงมองปัญหาด้วยปัญญา มองปัญหาว่าเป็นการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยการทำใจให้เป็นปัจจุบัน

ด้วยความปรารถนาดีจาก ดร. เทอดทูน ไทศรีวิชัย

(ขอสงวนสิทธิ์ไม่เผยแพร่บทความนี้ก่อนได้รับอนุญาต)

Comments
  1. กรณีศึกษาทั้ง 2 ตัวอย่าง ผมจำได้ขึ้นใจเลยครับอาจารย์ นำไปเป็น Case Study ประกอบการสอนเรื่อง RCA อยู่เสมอๆครับ
    วิธีการในการเดินทางไปเชียงใหม่มีหลายทาง แต่วิธีที่แต่ละคนเลือกใช้อาจต่างกันได้
    สิ่งที่เรามองหาและมุ่งเน้นก็น่าจะเป็น “ประสิทธิภาพ” ของการไปถึง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s