การใช้ “ปัญญาญาน” ในการโค้ชงาน

Posted: October 4, 2012 in Coaching Foundation

International Coach Federation (ICF) ได้กำหนดว่า “โค้ชต้องสามารถใช้ปัญญาญาณ (intuition) โดยไว้วางใจความรู้สึกภายในและใช้สัมผัสที่หกของตนเอง เพื่อเข้าถึงการโค้ชงานโดยมีสติอย่างสมบูรณ์และสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อ เนื่องกับผู้รับการโค้ชโดยการใช้รูปแบบเปิด ยืดหยุ่น และน่าไว้วางใจ”

คำว่า intuition นี้ไม่มีความหมายที่แน่นอน บางคนบอกว่าคือ “gut feeling” หรือที่คนไทยเรียกว่า “กึ๋น” เป็นสัมผัสพิเศษ ที่จะช่วยบอกว่าสิ่งนั้น “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”   เป็นการรู้โดยความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองในใจ เป็นความสามารถในการเข้าใจโดยสัญชาตญาณ (ได้มีการบัญญัติศัพท์ภาษาไทยไว้หลายอย่าง เช่น ญาณทัศน์, ปัญญาญาณ สหัชญาณ) เป็นความรู้หรือการตัดสินใจที่ใช้ “จิตสัมผัส” ไม่ได้มาจากฐานความมีเหตุผล ข้อมูล แต่อย่างใด บางคนเรียกกันง่ายๆ ว่า การรู้แบบปิ๊งแว๊บ คือการรู้ที่ผุดขึ้นมาแบบไม่มีที่มาที่ไป ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อใจเราสงบนิ่ง ผ่อนคลาย สบายใจ มีสมาธิ ไม่สับสนวุ่นวายไปกับสิ่งต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิต ตามที่ Osho หรือ Bhagwan Shree Rajneesh ปราญช์ชาวอินเดีย ได้กล่าวว่าชีวิตที่สมบูรณ์และสมดุลย์นั้นจะต้องเป็นการก้าวไปบนบันได 3 ขั้นที่ต้องมีความเชื่อมโยงกัน

ขั้นที่ 1 : สัญชาตญาณ (Instinct) ซึ่งมีอยู่แล้วในทุกคน เช่น เวลามีภัยมาถึงตัวก็รู้จักหลบหลีกเป็นต้น ซึ่งหากเรามีสัญชาตญาณอย่างเดียวก็ไม่ต่างจากสัตว์ทั่วไป ดังนั้นจึงต้องพัฒนาสู่ขั้นที่ 2 ต่อไป

ขั้นที่ 2 : ปรีชาญาณ (Intellect) ได้แก่ การรับรู้ เข้าใจ รู้จักตัดสินใจ รู้จักคิดค้น โดยใช้สมองในการวิเคราะห์ เมื่อมีส่วนที่เป็นจิตสำนึก ส่วนนี้ทำให้เราแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นมนุษย์จนกว่าจะถึงขั้นที่ 3

ขั้นที่ 3 : ปัญญาญาณ (Intuition) เป็นการเข้าใจถึงสภาวะจิตใจที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือเป็นการรับรู้แบบปิ๊งแว๊บ เป็นการรู้ที่ก้าวข้ามตรรกะและเหตุผล

บางครั้งความคิดที่ผุดขึ้นมานั้น อาจจะมาจากประสบการณ์เดิมที่ถูกฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก ซึ่งในเวลาปกติเราลืมไปแล้ว หรืออาจจะเป็นการนึกถึงเรื่องอื่นที่ดูภายนอกเหมือนจะไม่เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังคิดอยู่ แต่ผู้ปิ๊งเกิดมองเห็นความสัมพันธ์ภายในเรื่องนั้นที่จะนำสิ่งที่กำลังคิด อยู่ไปแทนที่ตัวแปรในความสัมพันธ์นั้นได้ ความคิดในลักษณะนี้ที่พบบ่อยในชีวิตประจำวันคือเหตุผลในเชิงอุปมาอุปไมย คือนำระบบความสัมพันธ์ภายในสิ่งหนึ่งมาใช้ประโยชน์กับอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน เช่น ผู้คิดระเบิดอะตอมซึ่งหมกมุ่นครุ่นคิดหาวิธีระเบิดอะตอมมาเป็นเวลานานก็ยังคิดไม่ออก แต่ไปฉุกคิดได้ตอนไปดูระบำตอนเห็นพวกนางระบำเต้นเข้าสู่ศูนย์กลางแล้วกระจายออกมาคล้ายกับโครงสร้างความสัมพันธ์ภายในอะตอม โดยได้ความคิดมาจากโครงสร้างความสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ เป็นต้น

ปัญญาญาณเป็นสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ เป็นพลังอันมหาศาลที่มีอยู่ในตัวเรา แต่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราได้ปล่อยวาง จิตสงบ จิตละเอียด จนได้คำตอบที่แสวงหา มันเป็นคำตอบที่มาจาก “อนาคต” ไม่ใช่จาก “อดีต” อย่างที่เราคุ้นเคยกัน เพราะสิ่งที่เราเก็บสะสมไว้ตั้งแต่อดีต อาจทำให้จิตใต้สำนึกของเราเต็มไปด้วยสิ่งที่อาจไม่ดี แต่หากเราเห็นความสำคัญของพลังแห่งปัจจุบัน เราจะหันมาเก็บแต่สิ่งดีๆ มองหาสิ่งที่เป็นความสำเร็จ ความภูมิใจ เพราะมันจะช่วยเสริมแรงจิตใต้สำนึกของเราให้มีพลัง ทำให้เรากล้าที่จะทำสิ่งใหม่ เพราะมีแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นภายในตัวเราเอง

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวว่า  “ไม่มีหนทางแห่งการใช้เหตุผลที่จะค้นพบกฎขั้นพื้นฐาน มีแต่เพียงการใช้ปัญญาญาณ ซึ่งจะช่วยให้รู้สึกถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นั้น”

สตีฟ จ็อบส์ กล่าวว่า “เวลาของคุณมีจำกัด อย่าปล่อยให้สูญเปล่าไปกับการอยู่แบบคนอื่นๆ อย่าติดกับกฎเกณฑ์ใดๆ ที่ดำรงอยู่ภายใต้ผลแห่งความคิดของผู้อื่น อย่าปล่อยให้เสียงของผู้อื่นมาบั่นทอนเสียงภายในของคุณ และสิ่งที่สำคัญที่สุด จงกล้าหาญที่จะก้าวตามหัวใจและปัญญาญาณ”

คราวนี้กลับมาดูเรื่องปัญญาญาณกับการโค้ชงานบ้าง โค้ชที่สามารถใช้ปัญญาญาณกับผู้รับการโค้ชนั้นจะช่วยเข้าถึงผู้รับการโค้ช ได้ดีขึ้น ความสัมพันธ์ด้านความคิดระหว่างโค้ชและผู้รับการโค้ชจะก้าวหน้าขึ้น มีผลทำให้ผู้รับการโค้ชเกิดปัญญา (insight) และความเข้าใจ (understanding) ตนเองในระดับที่ลึกกว่า เพราะมีมิติที่เหนือไปจากการใช้เหตุผลทางตรรกะอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นั่นเอง

อาจกล่าวได้ว่าทักษะการใช้ปัญญาญาณของโค้ชมีความสำคัญพอๆ กับทักษะการฟังอย่างลึก (deep listening) และการถามอย่างมีพลัง (powerful questioning) ในทางปฏิบัติโค้ชบางคนก็จะรู้สึกขัดๆ ในการใช้ปัญญาญาณของตนกับผู้รับการโค้ชเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือ เหตุและผลทั่วไป

เมื่อโค้ชต้องการใช้ปัญญาญาณของตนกับผู้รับการโค้ชอาจใช้คำพูดเหล่านี้ตามด้วยข้อความที่มาจากปัญญาญาณของตน

  • ผมเกิดมีความรู้สึกว่า…………
  • ผมอยากจะตรวจสอบความรู้สึกของผมบางอย่างกับคุณว่า…………
  • ผมสงสัยในทำนองว่า…………
  • ผมสังเกตเห็นว่าคุณ…………..
  • ผมไม่แน่ใจว่าจะอธิบายสิ่งนี้อย่างไร แต่ผมอยากบอกว่า………………
  • เวลาที่ผมโค้ชเป็นภาษาอังกฤษ ก็อาจใช้คำตรงๆ เลยว่า My intuition is told me that……….
  • May I share what my gut feeling is telling me?

สิ่งที่โค้ชควรคำนึงเสมอเกี่ยวกับการใช้ปัญญาญาณนี้ก็คือโค้ชจะต้อง “ขออนุญาต” ผู้รับการโค้ชเพื่อจะใช้สิ่งนี้ก่อนเสมอ โดยจะทำให้ผู้รับการโค้ชเปิดใจและปิดความคิดของตนเองรับข้อมูลใหม่ที่เกี่ยว กับปัญญาญาณของโค้ชทำให้ตนเองเกิดความตระหนักรู้มากขึ้น

ในทางตรงกันข้ามโค้ชที่มีความชำนาญในการใช้ปัญญาญาณก็อาจสนับสนุนให้ผู้ รับการโค้ชอธิบายความรู้สึกหรือความรับรู้เกี่ยวกับปัญญาญานของผู้รับการ โค้ชเอง

โค้ชสามารถฝึกการสร้าง “ปัญญาญาณ” ให้เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจให้ผู้รับการโค้ช โดยเริ่มฟัง “เสียงภายใน” ของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเราสัมผัสเสียงจากธรรมชาติ ก็ย่อมเปิดประตูให้เราเชื่อมต่อกับเสียงภายในของเราอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่ม มากขึ้น

หัวใจของการสร้างปัญญาญาณสำหรับโค้ชมีอยู่ 3 ประการคือ

1. ผ่อนคลายและตื่นรู้ (Being relax and aware) ก่อนทำการโค้ช โค้ชต้องมีเทคนิคที่ทำให้ตนเองสงบและผ่อนคลาย วิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดก็คือการกำหนดลมหายใจ 2-3 นาที โดยการหายใจเข้า-ออกผ่านกระบังลมลึกๆ เพื่อให้ออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงสมองเพื่อทำให้เราตื่นตัวและในขณะเดียวกันก็ ให้มีผลผ่อนคลายมายังร่างกายด้วย

2. อยู่กับปัจจุบันขณะ (Being present) โค้ชต้องมีสติและสัมปชัญญะ มุ่งเน้นเฉพาะเหตุการณ์ปัจจุบันกับความคิดของผู้รับการโค้ชที่อยู่ตรงหน้าเรา ไม่ติดอยู่กับสิ่งที่ผ่านมาก่อนหน้าการโค้ชและสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการโค้ช ไม่ไปอยู่กับอดีตและอนาคตของตนเอง ซึ่งตรงกับที่กล่าวมาข้างต้นว่าปัญญาญาณจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราได้ปล่อยวาง จิตสงบ จิตละเอียด จนได้คำตอบที่แสวงหา เป็นคำตอบที่มาจาก “อนาคต” ไม่ใช่จาก “อดีต” อย่างที่เราคุ้นเคยกัน

3. ไม่ด่วนพิพากษา (Being non-judgmental) โดยธรรมชาติทุกคนย่อมมี ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ ที่มีอิทธิพลให้เราตอบสนองกับคนอื่นๆ หรือ สถานการณ์ต่างๆ สิ่งนี้ทำให้คนเราใช้การพิพากษาต่อสิ่งทั้งหลายรอบตัวเราอย่างหลีกเลี่ยงได้ ยาก โค้ชที่ต้องปล่อยวางกับสิ่งที่ติดตัวเรามาโดยเฉพาะทางด้านความคิดส่วนตน เพื่อให้ผู้รับการโค้ชใช้ความคิดของตนเองอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นการใช้ปัญญาญาณของโค้ชในที่นี้ต้องระมัดระวังไม่ใช้ปัญญาญาณที่ติดมา กับตัวโค้ชเอง

นอกจากนี้โค้ชอาจกระตุ้นให้ผู้รับการโค้ชเห็นว่าเวลาที่ประสบปัญหา หรือว่ามีความทุกข์ ก็ควรจะนิ่งพอที่จะพิจารณาว่าทุกข์เพราะอะไร ทุกข์แล้วรู้สึกอย่างไร และในยามที่มีความสุข ก็รู้ว่าสุขเป็นอย่างไร เกิดจากอะไร โดยที่ไม่เอาใจไปยึดติดในสุขและทุกข์นั้นๆ ใจที่เป็นกลาง ใจที่ปล่อยวาง ซึ่งทำให้คนเราเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ปัญญาญาณ” ขึ้นเช่นกัน

ด้วยความปรารถนาดีจาก ดร. เทอดทูน ไทศรีวิชัย

(บทความนี้อาจมีการพัฒนาต่อ จึงขอสงวนสิทธิ์ไม่นำไปผยแพร่ก่อนได้รับการอนุญาต)

Comments
  1. สุพัตรา - อร says:

    เป็นบทความที่ดีมากเลยค่ะ สามารถ share บน fb page ของอรได้มั๊ยคะ?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s