โค้ช 9 บาป

Posted: January 16, 2013 in Coaching Foundation

Devilish businessman in hellการโค้ชงานช่วยสร้างให้เกิดจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือร่วมใจระหว่าง “หัวหน้าในบทบาทของโค้ช” และ “ลูกน้องในบทบาทของโค้ชชี่” เพราะทำให้เกิดการสื่อสารแบบสองทาง ทำให้เกิดความไว้วางใจและการเคารพซึ่งกันและกันเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ร่วมกันอย่างมีระบบด้วยพลังอย่างสร้างสรรค์ กล่าวได้ว่าการโค้ชงานเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ “ผลการปฏิบัติงาน” สามารถเกิดขึ้นได้ใกล้เคียงกับ “ศักยภาพ” หัวหน้างานที่รู้วิธีการโค้ชงานที่ถูกต้องย่อมสามารถช่วยให้พนักงานของเขาประสบความสุขและความสำเร็จทั้งเรื่องหน้าที่การงานและเรื่องส่วนตัวด้วยตัวของเขาเองอย่างยั่งยืน

หัวหน้างานผู้ต้องการเป็นโค้ชที่มีประสิทธิภาพ ควรหลีกเลี่ยง “บาป” ซึ่งได้แก่สิ่งที่ไม่ควรกระทำ ไม่ว่าด้วยทาง กาย วาจา หรือใจ เพราะเป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดความผิดพลาดหรือทุกข์ในการเป็นโค้ช 9 ประการดังต่อไปนี้

1. หลีกเลี่ยงปัญหา

หัวหน้างานประเภทนี้จะไม่ชอบรับมือกับปัญหาที่มาจากลูกน้องของตนเวลาโค้ชงานพวกเขา เพราะเชื่อในหลักการประเภทบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น พวกเขากลัวว่าถ้าทำให้พนักงานรู้สึกไม่ดีกับตนแล้วงานก็จะไม่เดินหรืออาจเกิดความไม่พอใจและกลายเป็นไม่เคารพไม่เชื่อฟัง เขาต้องการความสงบในหน่วยงานของเขา ไม่อยากให้คนนอกมองว่าทีมงานของตนมีความขัดแย้ง

ทางแก้คือหัวหน้าต้องใช้คำถาม พูดคุย ทำให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในวิธีการรับมือกับปัญหาต่างๆ  เผชิญหน้ากับสิ่งที่ต้องเผชิญ รู้วิธีการให้ข้อมูลป้อนกลับแบบสองทางอย่างสร้างสรรค์ที่ถือว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญข้อหนึ่งของโค้ช

2. บ้าอำนาจ

การหลงอำนาจและวิธีปฏิบัติการเฉียบขาด นับเป็นบทบาทที่หัวหน้างานหลายคนใช้เป็นหลักพื้นฐานในการควบคุมสั่งงานพนักงานของตน แต่เมื่อเขามีบทบาทเป็นโค้ชเขาต้องหยุดการใช้อำนาจหน้าที่นั้นเพราะหากใช้อำนาจอาจก่อให้เกิดแรงต่อต้าน การไม่ยอมรับ และ ความกลัวจากลูกน้อง

การโค้ชงานถือว่าเป็นการเอื้ออำนาจให้ลูกน้องเพื่อให้เขาผูกพัน หัวหน้าต้องคืนอำนาจที่มีให้ลูกน้องเพื่อที่สามารถจะโค้ชงานกันได้ ให้เขาเป็นศูนย์กลางแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยปรับเปลี่ยนการทำงานจากแบบ “บนลงล่าง” มาเป็น “ล่างขึ้นบน”  ประโยชน์ที่ได้จากการโค้ชต้องเป็นประโยชน์สำหรับโค้ชชี่

3. ขาดความอดทน

ความอดทน อารมณ์ และ ปัญหา 3 สิ่งนี้มักมาด้วยกัน เริ่มด้วยปัญหามีไว้ให้เราแก้ หน้าที่หนึ่งของหัวหน้างานคือแก้ปัญหาไม่ว่าจะแก้ด้วยตนเองหรือแก้ด้วยผู้อื่น ปัญหาจะทำให้เรามีความสามารถมากขึ้นและจะทำให้เราอดทนมากขึ้น หัวหน้างานเจ้าอารมณ์จะไม่สามารถควบคุมอารมณ์เมื่อเจอปัญหา หากเราไม่สามารถจัดการอารมณ์ของเราได้แล้ว ก็จะเป็นปัญหากับเราต่อไปในอนาคต

หัวหน้างานต้องมีความอดทนเป็นอย่างสูงเมื่อจะโค้ชผู้อื่น โค้ชที่ใจร้อนจะไม่ค่อยตระหนักรู้ในตนเองและเข้าถึงโค้ชชี่ได้ยาก ความฉลาดทางอารมณ์นับเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้หัวหน้างานที่เป็นโค้ชรู้จักระงับและละวางอารมณ์หรือความโลภของตน หัวหน้างานจึงต้องมีสติและสมาธิโดยสามารถขจัดอคติของตนไปเมื่อทำการโค้ช หัวหน้างานที่เป็นโค้ชต้องรู้จักช่วยลูกน้องของตนบริหารอารมณ์ในช่วงระหว่างการโค้ชทั้งอารมณ์ที่สร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์

4. วางตนเป็นผู้รู้

หัวใจของการโค้ชงานที่แท้จริงเป็นการใช้ “กระบวนการนำบริบท” ซึ่งหมายถึงโค้ชไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องที่กำลังทำการโค้ชอยู่แต่อย่างใด หัวหน้างานที่มองบทบาทของตัวเองเป็นผู้คอยแก้ปัญหาให้ผู้อื่นมักติดอยู่กับความเป็นผู้รู้ของตน หรืออีกนัยหนึ่งคือเขาจะใช้บริบทนำกระบวนการ ซึ่งจะมาในรูปแบบการชี้นำ การแนะนำ การให้แนวทาง การออกคำสั่ง การให้คำปรึกษา ฯลฯ

กระบวนการโค้ชงานที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้โค้ชไม่ยึดติดกับอัตตาของตน ไม่ใช้การตัดสินใจจากความรู้ของตนเป็นหลัก เพราะนั่นคือการที่โค้ชคิดแทนผู้อื่น อันเป็นผลให้โค้ชชี่ “ไม่คิดด้วยตนเอง ไม่เกิดสำนึกแห่งความรับผิดชอบ ไม่เกิดการเรียนรู้โดยการชี้นำตนเองที่แท้จริง” เพราะหัวหน้างานในที่นี้ใช้บทบาทการเป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษา “ไมใช่เป็นโค้ชในอุดมคติ”

5. อยู่ไปวันๆ

หัวหน้างานบางคนเห็นโอกาสของการโค้ชงานก็จริงแต่ผัดวันประกันพรุ่ง โดยรอให้มีเวลาว่างมากกว่านี้ก่อนจึงโค้ชลูกน้องในวันหน้าเพราะไม่เห็นความสำคัญของการโค้ชงานอย่างต่อเนื่องหลังจากที่มอบหมายงานให้เขาแล้ว หัวหน้างานที่ทำงานแบบเชิงรับจะรอให้ปัญหาเกิดขึ้นหรือมีมากเสียก่อน แทนที่จะใช้การโค้ชงานแบบเชิงรุกเพื่อให้ลูกน้องของตนวางแผนไปยังอนาคต

หัวหน้างานควรโค้ชลูกน้องให้มองไปข้างหน้าโดยใช้คำถามการโค้ชงานที่เน้นวิสัยทัศน์และการวางแผน ไม่ควรใช้คำที่ก่อให้เกิดอารมณ์และเข้าไปสู่วังวนแห่งปัญหา หัวหน้างานสามารถโค้ชลูกน้องแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการโดยกำจัดมายาคติในตัวเองว่าการโค้ชงานเป็นเรื่องที่ใช้เวลาออกไป

6. สำคัญผิดในตัวเอง

การกล่าวโทษ-จับผิด-ตำหนิ-วิจารณ์ ล้วนแต่เป็นบาปของการเป็นหัวหน้างาน เพราะโค้ชชี่จะถือว่าเป็นภัยคุกคามสำหรับเขาและจะนำมาซึ่งความกลัว (fear) ที่เขาจะมีปฏิกริยาโต้ตอบเชิงไม่สร้างสรรค์ในรูปแบบ หนี-สู้-หยุด (flee-fight-freeze) ในสถานที่ทำงานถ้าหัวหน้างานบริหารงานโดยใช้ความกลัวแทนที่จะใช้แรงจูงใจ ก็ไม่สามารถโค้ชลูกน้องได้เพราะเขาจะไม่เปิดใจ ไม่เปิดความคิด และ ไม่รับการโค้ช

หัวหน้างานที่ขาดความระมัดระวัง โดยเฉพาะคำพูดต้องศึกษาเรื่องวาทะศิลป์ในการพูด จะพูดอะไรแบบตอนเป็นลูกน้องเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว พูดไม่เป็นต้องฝึกฝนการพูด อย่ามองว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ การสื่อสารภายในองค์กรที่มีประสิทธิภาพ เป็นส่วนสำคัญในการประสบความสำเร็จขององค์กร ที่สำคัญหัวหน้างานต้องไม่เอาตนเองเป็นที่ตั้ง ขีดเส้นตีกรอบความถูก-ผิด แพ้-ชนะ เพราะการโค้ชงานไม่มีผู้ชนะและผู้แพ้

7. เกรงเสียอำนาจ

หัวหน้างานที่ต้องการแสดงความสามารถและไม่เชื่อใจลูกน้อง มักจะลงเอยทำทุกๆ อย่างหรือหลายๆ อย่างด้วยตัวเอง เพราะเขาไม่ไว้วางใจ ไม่กล้าวางมือ ไม่มีการมอบอำนาจหรือไม่รู้จักวิธีมอบอำนาจ  เพราะไม่เชื่อฝีมือผู้อื่นหรือต้องการให้งานออกมาสมบูรณ์ที่สุด และอาจรวมถึงหัวหน้างานพวกที่พอใจแต่สิ่งที่ดีเลิศ (perfectionist) เขาเหล่านี้จะไม่กล้าเสี่ยงในสิ่งที่ควรเสี่ยง

เมื่อหัวหน้างานโค้ชงาน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้างความไว้วางใจและความใกล้ชิดสนิทสนม ซึ่งเปรียบเสมือนการให้ความรักก่อนที่ให้การเรียนรู้ มีความเป็นกัลยาณมิตร เขาต้องเชื่อมั่นในศักยภาพที่โค้ชชี่มีด้วยความจริงใจ หัวหน้างานในที่นี้ต้องไม่ยึดติดกับอำนาจหรือหัวโขนของตน เพราะนั่นคือช่องว่างทางศักดินาระหว่างเขากับโค้ชชี่ หัวหน้างานที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นโค้ชต้องเริ่มจากความเชื่อมั่นในตัวทีมงานรวมถึงลูกน้องทุกคน

8. ขาดความเป็นผู้นำ

หัวหน้างานย่อมมีบทบาทเป็นผู้นำทีมงานโดยปริยาย เพราะผู้นำมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงที่จะต้องวางแผน สั่งการ ดูแลให้บุคลากรขององค์กรปฏิบัติงานต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าผู้นำทำอย่างไรหรือมีวิธีการนำอย่างไรจึงทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ตามเกิดความผูกพันกับงานแล้วทุ่มเทความสามารถ และพยายามที่จะทำให้งานสำเร็จด้วยความเต็มใจ ผู้นำบางคนนอกจากผู้ใต้บังคับบัญชาจะไม่เต็มใจในการปฏิบัติงานให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเกลียดชังและพร้อมที่จะร่วมกันขับไล่ผู้นำให้ไปจากองค์กร

การโค้ชงานถือว่าเป็นผู้นำเชิงประยุกต์ (applied leadership) โค้ชต้องมีคุณสมบัติต่างๆ ที่ผู้นำมีด้วย เช่น มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ หัวหน้างานที่เป็นโค้ชต้องรู้จักการใช้ศิลปะในการกระตุ้นความคิดเพื่อให้เขาเกิดแรงจูงใจหรือแรงบันดาลใจที่จะดึงเอาศักยภาพของตนเองออกมาโดยไม่ใช้วิธีการควบคุมแบบเดิมๆ

9. ทำตัวเป็นเจ้านาย

ความหมายของคำว่าเจ้านายได้ถูกเปลี่ยนไปจากเดิม หัวหน้างานยุคใหม่ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเป็น เจ้านาย (boss) มาเป็น ผู้นำ (leader) เปลี่ยนจากการรวมอำนาจ…มาเป็นการกระจายอำนาจ เปลี่ยนจากการใช้อำนาจ…มาเป็นการเอื้ออำนาจ เปลี่ยนจากการชี้นำ…มาเป็นการสนับสนุน หัวหน้าที่ทำตัวเป็นเจ้านายจะไม่สามารถเข้าถึงหัวใจการเป็นโค้ชที่เปรียบเสมือนผู้รับใช้หรือให้บริการได้

หัวหน้างานที่เป็นโค้ชต้องให้ความสำคัญกับทักษะในการสื่อสาร ส่งข้อความ และการตัดสินใจ และจะต้องมีความสามารถในการฟังอย่างดีและตั้งใจต่อผู้อื่นโดยการใช้คำถามที่ทรงพลังเพื่อสามารถรับรู้ต่อความต้องการของแต่ละบุคคลเพื่อที่จะได้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเขาอย่างแท้จริง

การเป็นหัวหน้า-ลูกน้องย่อมมีการให้คุณให้โทษในตัวเองอยู่แล้ว นี่คือธรรมชาติของความซับซ้อนที่ท้าทายให้หัวหน้าต้องมีคุณสมบัติที่พร้อมมากขึ้นเพื่อจะโค้ชลูกน้องของตน ซึ่งเป็นการยืนยันคำกล่าวที่ว่า “โค้ชคนอื่นง่ายกว่าโค้ชคนที่ใกล้ตัว”

ด้วยความปรารถนาดีจาก…โค้ชเทอดทูน ไทศรีวิชัย

Thailand Coaching Institute

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s